เทคนิคง่าย ๆ ช่วยลดต้นทุนการผลิตงาน 3D Printing งบไม่บานปลาย

เทคนิคง่าย ๆ ช่วยลดต้นทุนการผลิตงาน 3D Printing งบไม่บานปลาย

1 นาทีในการอ่าน

ลดต้นทุนงานพิมพ์ 3 มิติให้ได้ผลจริง! ตั้งแต่การเลือกเทคโนโลยีและวัสดุให้ตรงสเปกงาน, เทคนิคการออกแบบเพื่อลดน้ำหนักและปริมาณวัสดุ, ไปจนถึงการคำนวณจุดคืนทุน (ROI) และการบริหารจำนวนการผลิตที่เหมาะสม เพื่อให้ทุกชิ้นงานสร้างกำไรสูงสุดโดยงบไม่บานปลาย

การผลิตงานแบบ 3D Printing กลายเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ด้วยราคาเครื่องที่ถูกกว่าอดีต มาพร้อมเทคโนโลยี FDM และ Resin มาช่วย อย่างไรก็ตามปฏิเสธไม่ได้ว่าในเรื่องของต้นทุนก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณา ซึ่งเราไม่รอช้าที่จะมาแนะนำเทคนิคง่าย ๆ ช่วยลดต้นทุนการผลิตงานประเภทนี้ การันตีว่าได้ผลลัพธ์มีประสิทธิภาพ งบไม่บานปลาย

เปิดเทคนิคช่วยลดต้นทุนการผลิตงาน 3D Printing ได้จริง

1. เลือกชนิดของวัสดุและเทคโนโลยีให้เหมาะสม

การเลือกเทคโนโลยีให้เหมาะสมกับตัวงานเป็นสิ่งสำคัญ เพราะยิ่งเลือก 3D Printing ที่มีเทคโนโลยีระดับสูง นั่นหมายถึงค่าบริการย่อมสูงตามไปด้วย แนะนำว่าควรเริ่มจากการเลือกเทคโนโลยีให้เหมาะกับชนิดวัสดุที่จะใช้ผลิต เช่น โลหะ เซรามิก พอลิเมอร์ (พลาสติก) ซึ่งในเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติเบื้องต้น เป็นการทำงานลักษณะจำลองต้นแบบ หรือใช้งานระยะสั้น นิยมใช้วัสดุกลุ่มมพอลิเมอร์ประเภท เรซิน หรือแบบเส้น เมื่อได้เทคโนโลยีแล้วชนิดของวัสดุแยกย่อยก็สำคัญด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ABS, PLA หรือ Nylon-Composite โดยสิ่งที่ช่วยระบุให้ชัดเจนขึ้นคือ สเปกของงาน หรือเป้าหมายของงานพิมพ์ว่าจะใช้เพื่ออะไร

2. ลดน้ำหนักชิ้นงานให้มากที่สุด

อีกตัวช่วยลดต้นทุนคือการพิมพ์ที่ใช้วัสดุแบบเป็นผง ไม่กำหนดรูปร่างชิ้นงาน ไม่มีข้อจำกัดด้านการผลิต ผู้ออกแบบจะมีอิสระจึงสามารถเลือกลดน้ำหนักชิ้นงานให้เบาลง ลดความหนาหรือปริมาณวัสดุแต่ยังคงใช้ทำงานออกมาได้เหมือนเดิม เช่น ลดความหนาผนังชิ้นงาน หรือกลวงชิ้นงานภายใน โดยต้องเจาะรูเพื่อวัสดุที่ค้างภายในออกมาหลังพิมพ์เสร็จ เป็นต้น

3. การออกแบบอย่างเหมาะสม

เรื่องของการออกแบบให้เหมาะสมกับ 3D Printing ก็สำคัญด้วยเช่นกัน ถึงแม้งานพิมพ์ดังกล่าวจะสะดวกรวดเร็วกว่าการผลิตแบบอื่น แต่ยังมีข้อจำกัดบางเรื่อง เช่น ความแข็งแรง หรือรายละเอียดยิบย่อยที่ต้องอาศัยการออกแบบเข้ามาเสริม เช่น โปรแกรมเขียนแบบ Fillet Rib Chamfer

4. หมั่นคำนวณการลงทุนในระยะยาว

ทุกค่าใช้จ่ายของงานย่อมเกิดขึ้นอยู่เรื่อย ๆ เป็นเรื่องปกติ หากต้องใช้บริการอยู่ตลอด ในอีก 2 – 3 ปี ข้างหน้า ก็อยากให้คำนวณการลงทุนด้านการนำเครื่องไปติดตั้งในธุรกิจจองตนเอง เพื่อช่วยลดต้นทุนระหว่างทาง ลดระยะเวลาการผลิต ซึ่งผู้จำหน่ายเครื่องมีสูตรคำนวณ ROI ของตัวเครื่องระดับอุตสาหกรรมอยู่แล้ว สามารถประเมินปริมาณการผลิตเพื่อใช้คำนวณย้อนหลังดูได้ว่าจะคืนทุนระยะเวลาเท่าไหร่ ทั้งนี้ อีกสิ่งสำคัญนอกจากเรื่องค่าใช้จ่ายในระบบแล้ว อยากให้วิเคราะห์ความคุ้มค่าอื่น ๆ แบบรอบด้าน เช่น ความปลอดภัย บุคลากรที่มีความชำนาญ ฝ่ายซ่อมบำรุงงานที่ต้องคอยดูแล สถานที่ติดตั้ง ฝ่ายสินค้าคงคลัง เป็นต้น

5. ขั้นต่ำในการผลิต

สุดท้ายในงานผลิต 3D Printing เรื่องจำนวนขั้นต่ำการผลิตก็เป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ ปกติการสั่งผลิต 1 ครั้งจัดว่ามีต้นทุนสูงพอสมควรจากขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อให้ชิ้นงานสำเร็จออกมา ประสบการณ์ความรู้ความชำนาญของบุคลากร ช่างเทคนิคทำงานหน้าเครื่อง พลังงานที่ใช้เพื่อกำจัด Waste ไปจนถึงปัจจัยภายนอก เช่น ระบบส่งแก๊ส ระบบไฟ ระบบลม ฯลฯ ดังนั้นการผลิต 1 ชิ้น จึงมีราคาเริ่มต้นสูง แนะนำให้ประเมินด้านค่าใช้จ่ายอย่างถี่ถ้วนควบคู่กับความพึงพอใจของลูกค้า หากผลิตจำนวนน้อยต้นทุนสูง แต่ถ้าผลิตเยอะก็อาจต้องยืดระยะเวลาส่งงานให้ลูกค้าเพื่อรอจำนวนชิ้นงานเพิ่ม

ทั้งหมดนี้เป็นเทคนิคช่วยลดต้นทุนการผลิตงาน 3D Printing ที่การันตีว่าสามารถนำไปปรับใช้ได้จริง งบไม่บานปลาย ผลงานออกมาน่าพึงพอใจ สร้างตัวตนของแบรนด์และความน่าเชื่อถือได้มากขึ้น เมื่อบวกกับต้นทุนที่ประหยัดกว่าเดิมจึงเปลี่ยนเป็นผลกำไรและความคุ้มค่าที่ทั้งธุรกิจและลูกค้าต่างมีความสุขกับชิ้นงานที่ผลิตออกมา

แท็ก


Blog posts

เข้าสู่ระบบ

ลืมรหัสผ่าน

คุณมีบัญชีหรือยัง?
สร้างบัญชี